เช็กด่วน! คันเรื้อรัง อาจไม่ใช่ "อาการแพ้" แต่อาจเป็นสัญญาณเตือน "HIV"

เช็กด่วน! คันเรื้อรัง อาจไม่ใช่ "อาการแพ้" แต่อาจเป็นสัญญาณเตือน "HIV"
ข้อมูลสถิติสะสมล่าสุดโดย HIV Info Hub (สปสช.) พบว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV สะสมทั่วประเทศรวม 557,993 คน โดยมี 13 จังหวัด ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมสูงเกิน 10,000 ราย โดย 5 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (88,535 ราย), ชลบุรี, เชียงใหม่, เชียงราย และนครราชสีมา
ประเด็นที่น่าจับตาในปัจจุบัน คือ แนวโน้มการติดเชื้อในกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ป้องกัน ความประมาท และความเข้าใจผิดว่า "HIV เป็นเรื่องไกลตัว" หรือ "แค่กินยาก็หาย" ทำให้หลายคนละเลยการใช้ถุงยางและการตรวจคัดกรอง
| ความแตกต่างของเอชไอวีและเอดส์ | |
| เอชไอวี | เอดส์ |
|
(HIV: Human Immunodeficiency Virus) *CD4 เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ควบคุมและต่อสู่กับเชื้อโรค |
(AIDS: Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อเอชไอวีถูกทำลายอย่างรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิตได้ |
| สามารถรักษาและควบคุมได้ หากได้รับยาต้านโดยเร็วและกินยาสม่ำเสมอ | |
| ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านทาง : น้ำลาย, น้ำมูก, น้ำตา, เหงื่อ รวมถึงการสัมผัส ลมหายใจ ปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น | |
| พฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อ : มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย, ใช้อุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือดร่วมกัน, ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน, รับเลือดที่มีเชื้อเอชไอวี, การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกผ่านการตั้งครรภ์, การคลอดบุตร หรือการให้นมบุตร เป็นต้น |
|
เช็กอาการเตือน: HIV มี 3 ระยะที่ต้องรู้
| ระยะที่ 1 ติดเชื้อเฉียบพลัน (Acute HIV infection) |
- อาการ : คล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นแดงตามร่างกาย ลิ้นเป็นฝ้าขาว หรือต่อมน้ำเหลืองโต
- เกิดขึ้นหลังได้รับเชื้อประมาณ 2–4 สัปดาห์
- ปริมาณไวรัสเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว CD4 ในร่างกายลดจำนวนลง เป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อได้ง่ายที่สุด
| ระยะที่ 2 ติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic HIV infection) |
- อาการ : เริ่มมีผื่นคันเรื้อรังตามตัว รักษาไม่หาย, เป็นงูสวัด, เชื้อราในปาก หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเป็นระยะที่เชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายโดยไม่มีอาการ
- ปริมาณไวรัสเพิ่มจำนวนในระดับต่ำ หากไม่กินยาต้านเอชไอวี ระยะนี้อาจดำเนินไปนานถึง 10 ปี ในช่วงท้ายของระยะนี้ ปริมาณไวรัสในเลือดจะเพิ่มสูงมากขึ้น และเซลล์ CD4 ในร่างกายลดจำนวนลงมาก ทำให้ผู้เข้าสู่ระยะที่ 3 ป่วยเป็นโรคเอดส์
| ระยะที่ 3 ป่วยเป็นโรคเอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome: AIDS) |
- อาการ : ปอดอักเสบ, วัณโรค, เชื้อราขึ้นสมอง สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต
- มีอาการตามโรคฉวยโอกาส เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง หรือมีปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เหลือน้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม.
ทำให้ติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นมาก
แนวทางการป้องกัน HIV
- การใช้ถุงยางอนามัย
- เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีที่สุด นอกจากป้องกัน HIV แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส และหนองใน
- ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis)
- ยาทานสำหรับ "ป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ" เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง สามารถทานเป็นประจำเพื่อลดโอกาสติดเชื้อ HIV ได้เกือบ 100%
- ยา PEP (Post-Exposure Prophylaxis)
- ยาฉุกเฉินสำหรับ "ป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ" ต้องทานภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีความเสี่ยง (เช่น ถุงยางแตก หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน) และทานต่อเนื่อง 28 วัน
- การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
- คนไทยทุกคนมีสิทธิตรวจคัดกรอง HIV ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ หรือใช้ชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง (HIV Self-test) ที่ได้มาตรฐาน
—
ทำความรู้จัก "พอลิแซ็คคาไรด์ & เบต้ากลูแคน" ตัวช่วยดูแลระบบภูมิคุ้มกัน
ในมุมมองของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน สารอาหารกลุ่ม "พอลิแซ็คคาไรด์ (Polysaccharides)" โดยเฉพาะ "เบต้ากลูแคน (Beta-Glucan)" จากธรรมชาติ ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างแพร่หลายในเรื่องของการเป็น "Biological Response Modifiers" หรือสารปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน
✨ บทบาทของ เบต้ากลูแคน
กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยสนับสนุนการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น Macrophage และ Natural Killer (NK) Cells ให้พร้อมปกป้องร่างกาย
มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายรับมือกับมลภาวะ สิ่งแปลกปลอม และความเสื่อมถอยได้ดีขึ้น
การได้รับสารอาหารที่ช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน ควบคู่กับการทานอาหารครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง "เกราะป้องกัน" ให้ร่างกายพร้อมเผชิญทุกสภาวะ
*การดูแลสุขภาพด้วยสารสกัดธรรมชาติเป็นเพียงทางเลือกในการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายทั่วไปเท่านั้น หากมีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติเรื้อรัง แนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ที่มา: กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (HIV INFO HUB)


