แชร์

ติดหวาน เจาะลึก "วงจรความสุข" ที่น่ากลัว

อัพเดทล่าสุด: 14 พ.ค. 2026
52 ผู้เข้าชม

เจาะลึก "วงจรความสุข" ที่น่ากลัว

อาการติดหวาน คือภาวะเสพติดน้ำตาลที่ร่างกายต้องการหวานตลอดเวลา หากไม่ได้ทานจะส่งผลให้รู้สึกหงุดหงิด อ่อนล้า ทั้งหมดเป็นเพราะการทำงานของระบบให้รางวัลในสมอง (Rewarding System) ซึ่งทำงานเป็นวงจร ดังนี้

อันดับแรก เมื่อกินหวาน เอาของหวานเข้าปาก ไม่ว่าจะเป็นชานม ขนมเค้ก หรือไอศกรีม น้ำตาลจะกระตุ้นให้สมองหลั่งสาร "โดปามีน" ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ เกิดเป็นความสุข พอใจ ฟิน สดชื่น และมีความสุขอย่างรวดเร็ว และ สมองจะบันทึกไว้ว่า "หวาน = ความสุข" เมื่อระดับน้ำตาลตกหรือรู้สึกเครียด สมองจะสั่งให้เรา "โหยหา" ความสุขนั้นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นอาการอยากกินหวาน วนเป็นลูปวงจรไม่รู้จบ ซึ่งอันตรายมาก 

และเมื่อร่างกายติดหวานจากการบริโภคน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้ร่างกายเสพติดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อื่น ๆ ได้ 

อาการของคน "ติดหวาน"

  • อยากกินแต่ขนมหวาน ผลไม้รสหวาน อาหารรสหวาน 
  • ไม่ได้กินแล้วรู้สึกไม่ดี เหนื่อย หงุดหงิด
  • หิวบ่อย 
  • หลังอาหารทุกมื้อ ต้องตามด้วยของหวาน
  • ดื่มน้ำอัดลม / น้ำหวาน มากกว่า 1 แก้วต่อวัน

ตัดวงจร "ติดหวาน" ได้อย่างไร ?

  • ค่อย ๆ ลดระดับความหวาน อย่าหักดิบ เพื่อให้ลิ้นและสมองชินกับรสธรรมชาติ 
  • เลือกใช้สารให้ความหวานที่ปลอดภัยแทนน้ำตาลในช่วงแรก เพื่อลดการกระตุ้นอินซูลินและพลังงานส่วนเกิน
  • กินโปรตีน (เช่น Soy Protein) และผักเพิ่ม จะช่วยให้อิ่มนานและลดอาการอยากน้ำตาลระหว่างวันได้ดีมาก
  • อย่าอดนอน เพราะจะยิ่งทำให้ฮอร์โมนความหิวพุ่งสูง และสมองจะโหยหาพลังงานซึ่งก็คือน้ำตาลมากขึ้น

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
คอร์ติซอลพุ่งสูง อาจไม่ได้มาจาก ‘ความเครียด’ อย่างเดียว
หลายคนพอได้ยินคำว่า “คอร์ติซอล” (Cortisol) ก็มักจะนึกถึง “ฮอร์โมนแห่งความเครียด” เป็นอย่างแรก แต่จริงๆ แล้ว ฮอร์โมนตัวนี้มีอะไรซับซ้อนกว่านั้น
เช็กด่วน! 5 สัญญาณเตือน กระดูกไม่แข็งแรงเหมือนเก่า
หลายคนอาจเคยชินที่ว่า เรื่องกระดูกเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น มวลกระดูกจะเริ่มสลายไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
จัดลำดับการกิน แค่เลือกกินก่อน-หลัง สุขภาพก็เปลี่ยน
หลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า "กินอะไรก็ได้อย่างนั้น" (You are what you eat) แล้วรู้ไหมว่า ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพเราอย่างคาดไม่ถึง นั่นคือ "ลำดับการกินอาหาร" ในแต่ละมื้อนั่นเอง
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้