แชร์

เช็กด่วน! 5 สัญญาณเตือน กระดูกไม่แข็งแรงเหมือนเก่า

อัพเดทล่าสุด: 26 มี.ค. 2026
73 ผู้เข้าชม

กระดูกไม่แข็งแรงเหมือนเก่า ดูแลตัวเองอย่างไร?

กระดูกไม่แข็งแรงเหมือนเก่า... สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย พร้อมวิธีดูแลตัวเองให้กระดูกสตรอง

หลายคนอาจเคยชินกับประโยคที่ว่า "เรื่องกระดูกเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ" แต่ในความเป็นจริงแล้ว มวลกระดูกของมนุษย์เราจะเติบโตจนถึงจุดสูงสุด ในช่วงอายุประมาณ 30 ปี แล้วหลังจากนั้นกระดูกของเราก็จะเริ่มมีการสูญเสียไป ตามอายุ ทำให้ความหนาแน่นค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา อาการเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าเป็นแน่นอน แต่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ที่ชวนให้เราหันมาดูแลกระดูกอย่างจริงจัง

  ส่วนสูงลดลงมากกว่า 3-4 ซม. เมื่อเทียบกับตอนยังเป็นหนุ่มเป็นสาว
  เสื้อผ้าเดิมแต่ดูเตี้ยลง หรือคนใกล้ตัวทักว่า “ช่วงนี้ดูหลังงอหรือโก่งขึ้น”
  ปวดหลังแบบเรื้อรัง โดยเฉพาะเวลายืนนาน นั่งนาน หรือปวดแบบหาสาเหตุชัด ๆ ไม่ได้
  ล้มไม่แรงมากแต่เจ็บมากหรือนานผิดปกติ หรือเคยมีกระดูกหักจากเหตุการณ์ที่ดูไม่น่าจะหัก
  รู้สึกไม่มั่นคงเวลาเดิน/ทรงตัว โดยเฉพาะในผู้สูงวัย เพราะถ้าล้มบ่อย ความเสี่ยงกระดูกหักก็สูงขึ้นตามไปด้วย

หากคุณเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยตาม รู้สึกกร็อบแกร็บ ๆ นี่คือคู่มือในการกลับมาดูแล "เสาหลักของร่างกาย" ให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

  1. เติมโภชนาการ "วัตถุดิบ" ให้กระดูก
    กระดูกต้องการสารอาหารเฉพาะเจาะจงเพื่อสร้างความหนาแน่นครับ
    แคลเซียม : เป้าหมายคือประมาณ 1,000 - 1,200 มก. ต่อวัน โดยหาได้จาก นม, โยเกิร์ต, ปลาเล็กปลาน้อยที่กินก้างได้, ผักใบเขียวเข้ม (คะน้า, กวางตุ้ง) และเต้าหู้ก้อน
    วิตามินดี : ตัวนี้ไม่ควรละเลยเลยครับ สำคัญมาก เพราะเป็นตัวช่วยในการ "ดูดซึม" แคลเซียม ถ้าขาดวิตามินดี กินแคลเซียมไปเท่าไหร่ร่างกายก็ขับออกหมดครับ แนะนำให้รับแสงแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า หรือทานไข่แดงและตับ
    โปรตีน : อย่าลืมว่าโครงสร้างภายในกระดูกคือ คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง การรับประทานโปรตีนให้เพียงพอจึงช่วยให้กระดูกยืดหยุ่นไม่เปราะหักง่าย
  2. การออกกำลังกาย ให้กระดูกได้ "รับแรง"
    กระดูกจะแข็งแรงขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแรงกด ไม่ว่าจะจากการเดินเร็ว หรือ วิ่งเหยาะ ๆ การให้เท้ากระแทกพื้นเบา ๆ จะส่งสัญญาณให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกเพิ่ม เวทเทรนนิ่ง ก็เป็นการใช้แรงต้าน ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกในจุดที่กล้ามเนื้อยึดเกาะ การฝึกการทรงตัว เช่น โยคะ หรือ พิลาทิส (เพราะสำหรับคนกระดูกไม่แข็งแรง การ "ไม่ล้ม" คือการป้องกันที่ดีที่สุดครับ)
  3. ปรับพฤติกรรมเสี่ยง ทำลายกระดูก
    ลดเค็ม เพราะเกลือจะดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและขับออกทางปัสสาวะ เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและน้ำอัดลม เพราะขัดขวางการสร้างมวลกระดูก งดสูบบุหรี่ เพราะนิโคตินส่งผลเสียต่อเซลล์สร้างกระดูกโดยตรง
  4. ตรวจเช็คให้ชัวร์
    หากรู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไป หรือมีความเสี่ยง เช่น มีประวัติครอบครัวกระดูกพรุน หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือน แนะนำให้ลองไป ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก ที่โรงพยาบาลครับ เพื่อดูว่าเราอยู่ในเกณฑ์ "กระดูกบาง" หรือ "กระดูกพรุน" หรือยัง จะได้วางแผนการรักษาหรือเสริมแคลเซียมได้ตรงจุดครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง
น้ำตาล กับสุขภาพ
"น้ำตาล" เป็นประเด็นที่คนรักสุขภาพถกเถียงกันมาตลอด เพราะมันคือแหล่งพลังงาน (ไม่มีสารอาหารอื่น ๆ นอกจากพลังงาน) ที่ร่างกายยังจำเป็นต้องใช้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น "หวานอาบยาพิษ" หากเราบริหารจัดการบริโภคมากเกินความจำเป็น
ผู้สูงอายุ "สำลักอาหาร" อันตรายที่มองข้ามไม่ได้
แค่ไอ อาจไม่ใช่แค่สำลักธรรมดา! ปัญหาการสำลักอาหารในผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะอาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบติดเชื้อ หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
เลือกกิน ตามค่า GI เปลี่ยนน้ำตาลพุ่ง เป็นพลังงานนิ่ง
Glycemic Index หรือ ดัชนีน้ำตาล คือ ค่าตัวเลขที่ใช้บ่งบอกความเร็วของอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) หลังจากที่เรากินเข้าไป ว่าถูกย่อยและดูดซึมกลายเป็นน้ำตาลในกระแสเลือดได้เร็วแค่ไหน โดยมีเกณฑ์วัดตั้งแต่ 0 ถึง 100
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้