วิตามินบี ตัวไหนช่วยอะไร กินตอนไหนได้ผลดีที่สุด

วิตามินบี
วิตามินบี 1 (Thiamin) |
ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร
- ผู้ใหญ่ 1.1 - 1.2 มิลลิกรัมต่อวันใน
- โรคเหน็บชา
- เนื้อหมู ข้าวซ้อมมือ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วดำและงา
วิตามินบี 2 (Riboflavin) |
ไรโบฟลาวิน หรือ วิตามินบี 2 เป็นวิตามินที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามินบีรวม จัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินละลายในน้ำเป็นส่วนหนึ่งของโคเอนไซม์ที่มีความสำคัญในขบวนการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างเหมาะสม ช่วยส่งเสริมระบบประสาท ผิวหนัง และตา ช่วยป้องกันเซลล์ถูกทำลาย
ดังนั้นการขาดไรโบฟลาวินจึงจะเกี่ยวข้องกับโรคขาดโปรตีนและพลังงาน ปัจจุบันพบว่า วิตามินบี 2 ช่วยในการ...
- ป้องกันโรคไมเกรน
- ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร
- ช่วยขจัดอนุมูลอิสระ
- เมื่อร่างกายขาด วิตามินบี 2 (Riboflavin)
- เพิ่มความเสี่ยงโรคปากนกกระจอก
ปริมาณที่แนะนำให้บริโภค:
- ผู้ใหญ่ 1.1 - 1.3 มิลลิกรัมต่อวัน
- อาหารทั่วไปทั้งในสัตว์และพืช อาหารที่มีไรโบฟลาวินสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ไข่ น้ำนม
วิตามินบี 5 หรือ กรดแพนโทเธนิก (Panthothenic acid) |
จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบีที่ละลายในน้ำ โดยละลายอยู่ในกระแสเลือด มีความสำคัญในการทำหน้าที่สังเคราะห์กรดไขมัน คอเลสเตอรอล สเตียรอยด์ สารสื่อประสาทเม็ดเลือดแดง และฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต
ปริมาณที่แนะนำให้บริโภค:
- ผู้ใหญ่ 4-5 มิลลิกรัมต่อวัน
- กลุ่มถั่วเมล็ดแห้ง ไข่ปลา เนื้อสัตว์ เห็ด อะโวคาโด บรอกโคลี มะเขือเทศ
วิตามินบี 6 (Pyridoxine) |
มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย โดยทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ในปฏิกิริยาต่าง ๆ มากกว่า 100 ชนิด ที่เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมของกรดอะมิโน ไกลโคเจน ไขมัน และกรดนิวคลิอิก นอกจากนั้นวิตามินบี 6 ยังเกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของร่างกายโดยส่งสริมการสร้างลิมโฟไซด์และอินเตอร์ลิวคิน-2
เมื่อร่างกายขาด วิตามินบี 6 (Pyridoxine) จะเกิดอะไรขึ้น?
- ทำให้ผิวหนังอักเสบ
- ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำ
- มีการตอบสนองของระบบประสาทช้าลง มีอาการซึมเศร้า สับสน บางรายอาจมีอาการชักร่วมด้วย
ปริมาณที่แนะนำให้บริโภค:
- ผู้ใหญ่ 1.3-1.5 มิลลิกรัมต่อวัน
แหล่งอาหารของวิตามินบี 6
- อยู่ในทั้งพืชและสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ และไข่แดง ข้าวขาว ถั่วงอก
วิตามินบี 7 หรือ ไบโอติน (Biotin) |
จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบี (วิตามิน B7) เป็นที่รู้จักในชื่อของ วิตามิน H {หมายถึง ผม และเล็บ (hair and nail)} หรือ โคเอนไซม์ R หน้าที่หลักของไบโอตินในร่างกาย คือ การทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวเคมี หรือที่เรียกว่า โคเอนไซม์ ในกระบวนการเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เพื่อให้ได้พลังงาน
หากขาดไบโอติน จะทำให้กระบวนการในการสร้างเซลล์ใหม่เกิดภาวะบกพร่อง โดยเฉพาะอวัยวะที่ต้องสร้างเซลล์ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ได้แก่ เซลล์ผิวหนัง เส้นผม และเล็บ ถ้าขาดไบโอตินจะปรากฏภาวะความบกพร่องได้ง่ายและชัดเจน ทำให้เกิดภาวะผมร่วง ผิวหนังอักเสบ
เมื่อร่างกายขาด ไบโอติน จะเกิดอะไรขึ้น?
- เหนื่อยง่าย เจ็บปวดกล้ามเนื้อ
- คลื่นไส้อาเจียน ความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร
- นอนไม่หลับ ซึมเศร้า
- ผิวแห้ง ผื่นแดง ผิวหนังลอกเป็นหย่อม ๆ ผื่นคัน
- ผมร่วง
- กระดูกและข้อผิดปกติ
- ระบบการเผาผลาญไขมันบกพร่อง
ปริมาณที่แนะนำให้บริโภค:
- ผู้ใหญ่ 30 ไมโครกรัมต่อวัน
แหล่งอาหารของวิตามิน B7
- ไบโอตินพบได้ในอาหารหลายประเภท แต่ในปริมาณน้อย ได้แก่ น้ำนม ไข่แดง ตับ ถั่วเมล็ดแห้ง ฯลฯ
วิตามินบี 12 (Cobalamin) |
จะไม่พบในอาหารจากพืช ดังนั้นผู้ที่บริโภคอาหารมังสวิรัติแบบเคร่งครัด ( ไม่กินแม้แต่ไข่ ไม่ดื่มนม หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ) จึงควรเสริมวิตามินบี 12
ประโยชน์ของวิตามินบี 12
- ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดแดง
- มีส่วนช่วยในเมตาบอลิสมของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต
- ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง
- ช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโต โดยการกระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้กินอาหารได้มากขึ้น
ปริมาณที่แนะนำให้บริโภค:
- ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน
แหล่งอาหารของวิตามินบี 12
- ส่วนใหญ่พบในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น เนื้อหมู เครื่องใน สัตว์ปีก เป็ด ไก่ ปลา รวมทั้ง กุ้ง หอย ปู ไข่ น้ำนมและผลิตภัณฑ์จากน้ำนม สาหร่ายทะเล


