แชร์

เช็กด่วน! คันเรื้อรัง อาจไม่ใช่ "อาการแพ้" แต่อาจเป็นสัญญาณเตือน "HIV"

อัพเดทล่าสุด: 7 ส.ค. 2026
17 ผู้เข้าชม

เช็กด่วน! คันเรื้อรัง อาจไม่ใช่ "อาการแพ้" แต่อาจเป็นสัญญาณเตือน "HIV"

ข้อมูลสถิติสะสมล่าสุดโดย HIV Info Hub (สปสช.) พบว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV สะสมทั่วประเทศรวม 557,993 คน โดยมี 13 จังหวัด ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมสูงเกิน 10,000 ราย โดย 5 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (88,535 ราย), ชลบุรี, เชียงใหม่, เชียงราย และนครราชสีมา

ประเด็นที่น่าจับตาในปัจจุบัน คือ แนวโน้มการติดเชื้อในกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ป้องกัน ความประมาท และความเข้าใจผิดว่า "HIV เป็นเรื่องไกลตัว" หรือ "แค่กินยาก็หาย" ทำให้หลายคนละเลยการใช้ถุงยางและการตรวจคัดกรอง

ความแตกต่างของเอชไอวีและเอดส์
เอชไอวี เอดส์

(HIV: Human Immunodeficiency Virus)
เป็น "เชื้อไวรัส" ที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวชนิด ซีดี 4 (CD4*)

*CD4 เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ควบคุมและต่อสู่กับเชื้อโรค
ปริมาณปกติ: 500 - 1,500 เซลล์/ลบ.มม.

(AIDS: Acquired Immune Deficiency Syndrome)
เป็นระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อเอชไอวีถูกทำลายอย่างรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิตได้
สามารถรักษาและควบคุมได้ หากได้รับยาต้านโดยเร็วและกินยาสม่ำเสมอ  
ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านทาง : น้ำลาย, น้ำมูก, น้ำตา, เหงื่อ รวมถึงการสัมผัส ลมหายใจ ปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น  
พฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อ : มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย, ใช้อุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือดร่วมกัน, ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน, รับเลือดที่มีเชื้อเอชไอวี, การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกผ่านการตั้งครรภ์, การคลอดบุตร หรือการให้นมบุตร เป็นต้น
 

 

เช็กอาการเตือน: HIV มี 3 ระยะที่ต้องรู้

ระยะที่ 1 ติดเชื้อเฉียบพลัน (Acute HIV infection)
  • อาการ : คล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นแดงตามร่างกาย ลิ้นเป็นฝ้าขาว หรือต่อมน้ำเหลืองโต
  • เกิดขึ้นหลังได้รับเชื้อประมาณ 2–4 สัปดาห์
  • ปริมาณไวรัสเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว CD4 ในร่างกายลดจำนวนลง เป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อได้ง่ายที่สุด
ระยะที่ 2 ติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic HIV infection)
  • อาการ : เริ่มมีผื่นคันเรื้อรังตามตัว รักษาไม่หาย, เป็นงูสวัด, เชื้อราในปาก หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเป็นระยะที่เชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายโดยไม่มีอาการ
  • ปริมาณไวรัสเพิ่มจำนวนในระดับต่ำ หากไม่กินยาต้านเอชไอวี ระยะนี้อาจดำเนินไปนานถึง 10 ปี ในช่วงท้ายของระยะนี้ ปริมาณไวรัสในเลือดจะเพิ่มสูงมากขึ้น และเซลล์ CD4 ในร่างกายลดจำนวนลงมาก ทำให้ผู้เข้าสู่ระยะที่ 3 ป่วยเป็นโรคเอดส์
ระยะที่ 3 ป่วยเป็นโรคเอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome: AIDS)
  • อาการ : ปอดอักเสบ, วัณโรค, เชื้อราขึ้นสมอง สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต
  • มีอาการตามโรคฉวยโอกาส เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง หรือมีปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 เหลือน้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม.
    ทำให้ติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นมาก

แนวทางการป้องกัน HIV

  1. การใช้ถุงยางอนามัย
    • เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีที่สุด นอกจากป้องกัน HIV แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส และหนองใน
  2. ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis)
    • ยาทานสำหรับ "ป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ" เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง สามารถทานเป็นประจำเพื่อลดโอกาสติดเชื้อ HIV ได้เกือบ 100%
  3. ยา PEP (Post-Exposure Prophylaxis)
    • ยาฉุกเฉินสำหรับ "ป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ" ต้องทานภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีความเสี่ยง (เช่น ถุงยางแตก หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน) และทานต่อเนื่อง 28 วัน
  4. การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
    • คนไทยทุกคนมีสิทธิตรวจคัดกรอง HIV ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ หรือใช้ชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเอง (HIV Self-test) ที่ได้มาตรฐาน

ทำความรู้จัก "พอลิแซ็คคาไรด์ & เบต้ากลูแคน" ตัวช่วยดูแลระบบภูมิคุ้มกัน

ในมุมมองของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน สารอาหารกลุ่ม "พอลิแซ็คคาไรด์ (Polysaccharides)" โดยเฉพาะ "เบต้ากลูแคน (Beta-Glucan)" จากธรรมชาติ ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างแพร่หลายในเรื่องของการเป็น "Biological Response Modifiers" หรือสารปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน

บทบาทของ เบต้ากลูแคน 

กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยสนับสนุนการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น Macrophage และ Natural Killer (NK) Cells ให้พร้อมปกป้องร่างกาย

มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายรับมือกับมลภาวะ สิ่งแปลกปลอม และความเสื่อมถอยได้ดีขึ้น

การได้รับสารอาหารที่ช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน ควบคู่กับการทานอาหารครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง "เกราะป้องกัน" ให้ร่างกายพร้อมเผชิญทุกสภาวะ

*การดูแลสุขภาพด้วยสารสกัดธรรมชาติเป็นเพียงทางเลือกในการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายทั่วไปเท่านั้น หากมีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติเรื้อรัง แนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ที่มา: กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (HIV INFO HUB)


บทความที่เกี่ยวข้อง
แคนเซอร่า ร่วมสนับสนุนงาน “ชีวจิต ROAD SHOW 2026” ณ รพ.เจ้าพระยา
แคนเซอร่า ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านสุขภาพ ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักงาน “ชีวจิต ROAD SHOW 2026” ณ รพ.เจ้าพระยา
มอบอาหาร  โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี
CANCERA นำโดยคุณ วงศกร แสงนิล ได้นำอาหาร ไปมอบให้กับโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวเรือ จำนวน 100 ถุง, ก๋วยเตี๋ยวหมู จำนวน 100 ถุง, ผัดไทย จำนวน 100 ห่อ และซาลาเปา จำนวน 1,000 ลูกมอบให้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี
"30 บาท รักษาทุกที" บัตรปชช.ใบเดียว รักษาได้ทั่วประเทศ
30 บาทรักษาทุกที่ เฟส 4 ครอบคลุมทั่วประเทศ ขยายเพิ่ม 31 จังหวัด ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นได้อย่างสะดวกและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียว
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้