ชวนจับตา “ไวรัสฮันตา” เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ไทยเฝ้าระวังใกล้ชิด

ชวนจับตา “ไวรัสฮันตา” เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ไทยเฝ้าระวังใกล้ชิด
ทั่วโลกกำลังจับตา คลัสเตอร์การระบาดแบบจำกัดวงของ "ไวรัสฮันตา" สายพันธุ์ Andes ที่เชื่อมโยงกับเรือสำรวจท่องเที่ยว MV Hondius หลังพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตหลายรายระหว่างการเดินทางในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า ณ วันที่ 8–11 พฤษภาคม มีผู้ป่วยสะสม 8 ราย ในหลายประเทศ ในจำนวนนี้ ยืนยันทางห้องปฏิบัติการแล้ว 6 ราย และเสียชีวิตแล้ว 3 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายราว 38%
ประเด็นที่ทำให้ทั่วโลกเฝ้าระวังคือ เชื้อที่พบเป็น Andes virus (ANDV) ซึ่งแตกต่างจากฮันตาไวรัสส่วนใหญ่ เพราะมีหลักฐานว่า สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้จะยังพบได้น้อยมาก โดย WHO และศูนย์ควบคุมโรคหลายประเทศยังประเมินว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะลุกลามเป็นการระบาดใหญ่แบบโควิด-19
จากรายงานล่าสุด ผู้โดยสารและลูกเรือหลายสิบคนถูกส่งกลับประเทศเพื่อเฝ้าระวังอาการ โดยสหรัฐฯ พบผู้โดยสาร 1 รายตรวจพบเชื้อในระดับอ่อน และอีก 1 รายมีอาการต้องติดตามผลเพิ่มเติม และหลายประเทศในยุโรป รวมถึงอังกฤษ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ดำเนินมาตรการกักกันผู้สัมผัสเสี่ยงแล้ว
สถานการณ์ในประเทศไทย ยังไม่พบผู้ติดเชื้อยืนยัน
กรมควบคุมโรคได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังที่ สนามบินนานาชาติ, ท่าเรือ, ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ การติดตามผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมอยู่ระหว่างประเมินว่าจะจัดให้ฮันตาไวรัสเป็นโรคติดต่ออันตรายหรือไม่ เพื่อรองรับมาตรการควบคุมหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
ผู้เชี่ยวชาญไทยระบุว่า แม้ในประเทศไทยจะเคยตรวจพบฮันตาไวรัสในสัตว์ฟันแทะมาก่อน แต่เป็น คนละสายพันธุ์กับ Andes virus ที่กำลังเป็นข่าว และยังไม่มีหลักฐานการแพร่ระบาดในคนภายในประเทศ
รู้จัก "ไวรัสฮันตา"
ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูและสัตว์ฟันแทะบางชนิดเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ คนส่วนใหญ่มักติดเชื้อจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ, อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งของหนู โดยเฉพาะในพื้นที่อับอากาศ เช่น ห้องเก็บของ, โกดัง หรือสถานที่รกร้าง อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าการติดต่อระหว่างคนสู่คน แต่สำหรับสายพันธุ์ Andes (สายพันธุ์ที่เป็นข่าว) อาจแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างคนได้ (พบได้น้อย)
อาการเริ่มต้น
อาการส่วนใหญ่จะคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น
- ไข้สูง
- ปวดกล้ามเนื้อ
- ปวดศีรษะ
- คลื่นไส้
- บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หอบเหนื่อย หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลัน
นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสารคัดหลั่งของหนู, รักษาความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่ทำงาน, เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด, กำจัดขยะอย่างเหมาะสม และปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้ามาอาศัยได้ หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่อาจมีหนู ควรเปิดให้อากาศถ่ายเทก่อน และใช้ผ้าชุบน้ำหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาด พร้อมสวมหน้ากากและถุงมือทุกครั้ง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อในอากาศ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ที่มา: WHO, Reuters, the Guardian, กองระบาดวิทยา - สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค


