ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) คือ เครือข่ายความปลอดภัยที่ซับซ้อนของร่างกาย ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่างโครงสร้างท่อน้ำเหลือง เซลล์เม็ดเลือดขาว และสารเคมีต่าง ๆ เพื่อปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมและเซลล์ที่ผิดปกติ
ทำหน้าที่เป็นด่านหน้า เข้ากลืนกินสิ่งแปลกปลอมและย่อยสลายเชื้อโรค พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น Antigen-Presenting Cell (APC) โดยการนำชิ้นส่วนแอนติเจนไปเสนอให้ T-cell เพื่อเริ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ
เซลล์นักฆ่าธรรมชาติ ทำหน้าที่ตรวจหาเซลล์ที่สูญเสียโมเลกุล MHC Class I บนผิวเซลล์ (ซึ่งมักเกิดในเซลล์ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็ง) และหลั่งสาร Perforin กับ Granzyme เพื่อทำลายเซลล์เป้าหมายโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านการจดจำแอนติเจนล่วงหน้า
แบ่งเป็น Cytotoxic T-cell (CD8+) ที่เข้าทำลายเซลล์ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งอย่างจำเพาะเจาะจง และ Helper T-cell (CD4+) ที่หลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) เพื่อส่งสัญญาณควบคุมและส่งเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดอื่น
เมื่อได้รับการกระตุ้นจากแอนติเจนและ Helper T-cell จะพัฒนาไปเป็น Plasma Cell เพื่อสร้างแอนติบอดี (Antibodies) ที่จับกับแอนติเจนอย่างเจาะจง นำไปสู่การทำลายเชื้อโรคและการสร้างความจำทางภูมิคุ้มกัน (Memory B-cells)
ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือ บกพร่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบปกป้องตนเองของร่างกาย ทำให้ปราการกลไกการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมลดประสิทธิภาพลงอย่างรุนแรง ร่างกายจึงไวต่อการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย ทั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อฉวยโอกาสที่ตามปกติจะไม่ก่อโรคในคนสุขภาพดี ทั้งยังทำให้ติดเชื้อบ่อยครั้ง รุนแรงขึ้น และฟื้นตัวได้ยากกว่าปกติ
นอกจากนี้ กระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหรือการสมานแผลจะทำงานได้ช้าลง ร่างกายเกิดภาวะอ่อนเพลียเรื้อรังจากการต้องดึงพลังงานไปใช้รับมือกับสิ่งแปลกปลอมหนักขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ ระบบตรวจจับและทำลายเซลล์ที่บกพร่องหรือกลายพันธุ์จะล้มเหลวลง นำไปสู่ความเสี่ยงสูงขึ้นในการสะสมเซลล์ผิดปกติที่อาจพัฒนากลายเป็นโรคร้ายแรงตามมา
นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำหรือบกพร่อง อาจมีความสัมพันธ์โดยตรงและเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้ โรคมะเร็งเกิดการแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในภาวะปกติ NK cells จะคอยทำลายเซลล์มะเร็งที่ลอยอยู่ในกระแสเลือด แต่เมื่อภูมิคุ้มกันตก เซลล์มะเร็งจะรอดชีวิตและเดินทางไปตามระบบไหลเวียนโลหิตได้ง่ายขึ้น

เมื่อกลไกคุ้มกันอ่อนแอ สภาพแวดล้อมในอวัยวะปลายทาง (เช่น ปอด ตับ กระดูก) จะขาดการป้องกัน เซลล์มะเร็งจึงสามารถแทรกตัวผ่านหลอดเลือด และเข้ายึดเกาะเจริญเติบโตเป็นก้อนใหม่ได้ง่าย
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผิดปกติ มักมีการหลั่งสารอักเสบ เช่น Cytokines (TNF-alpha, IL-6) ซึ่งส่งผลเร่งการสร้างหลอดเลือดใหม่ เพื่อมาหล่อเลี้ยงก้อนมะเร็งที่กระจายไป

เซลล์มะเร็งสามารถใช้ประโยชน์จากความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมองไม่เห็นและไม่เข้าทำลาย ทำให้เซลล์มะเร็งยังได้รับสารหล่อเลี้ยง เติบโต และแพร่กระจายต่อไปได้
ตอบ สาเหตุที่เม็ดเลือดขาวผ่านก้อนมะเร็งอยู่ตลอดแต่กลับไม่ยอมทำลาย เป็นเพราะเซลล์มะเร็งมี "วิชาพรางตัว" และ "ระบบหลบหลีก" ที่แยบยล เนื่องจากจุดกำเนิดของ มะเร็ง เกิดมาจากเซลล์ในร่างกายของเราเอง มันจึงแสดงตัวเป็นเซลล์ปกติ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมองว่าเป็นพวกเดียวกันและไม่เข้าโจมตีเหมือนเวลาเจอเชื้อโรค ยิ่งไปกว่านั้น มะเร็งยังรู้จักสร้างโปรตีนชนิด PD-L1 บนผิวเซลล์ เพื่อยื่นไปจับกับตัวรับ PD-1 บนเม็ดเลือดขาว เปรียบเสมือนการกดปุ่ม "สวิตช์ปิดระบบ" ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวสลบหรือหมดฤทธิ์ลงทันทีเมื่อเข้าใกล้
นอกจากนี้ ก้อนมะเร็งยังสามารถปล่อยสารเคมีเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษรอบตัวเอง โดยการเกณฑ์เซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดกดการทำงานเข้ามาสร้างเป็นเกราะป้องกัน ทำให้เม็ดเลือดขาวตัวลุยไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปถึงใจกลางก้อนได้ และแม้ว่าในระยะแรกภูมิคุ้มกันจะกำจัดมะเร็งได้บ้าง แต่เซลล์มะเร็งส่วนที่รอดชีวิตจะวิวัฒนาการจนดื้อต่อการทำลายและแบ่งตัวรวดเร็วเกินกว่าที่ร่างกายจะรับมือทัน
ความเข้าใจในกลไกเหล่านี้ได้รับการรองรับจากสถาบันวิจัยโรคมะเร็งระดับโลก อย่าง National Cancer Institute (NCI) และวารสารวิชาการ Nature Reviews Cancer ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมวิธีการรักษาด้วย "ภูมิคุ้มกันบำบัด" (Immunotherapy) ในปัจจุบัน โดยตัวยาจะเข้าไปช่วยปลดล็อกสวิตช์ยับยั้งดังกล่าว ทำให้เม็ดเลือดขาวกลับมามองเห็นและลุยทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง
หากต้องการให้ร่างกายพร้อมสู้กับโรคร้ายและเชื้อโรคแปลกปลอม การฟื้นฟูภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืนสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมพื้นฐานใกล้ตัว แต่เริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการนอนหลับลึกเพื่อพักผ่อนอย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงเพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายสร้าง T-Cell ใหม่ ควบคู่กับการออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเม็ดเลือดขาว และจัดการความเครียดเนื่องจากฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันโดยตรง
นอกจากนี้ การเพิ่มความแข็งแรงและสร้างเม็ดเลือดขาวให้มากขึ้นด้วยโภชนาการและสารอาหาร โดยเน้นที่อาหารโปรตีนคุณภาพสูง (เช่น ปลา ไข่ ถั่ว ธัญพืช) เพื่อเป็นวัตถุดิบในการสร้างเม็ดเลือดขาว ควบคู่กับการกินผักผลไม้หลากสีเพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระ และเสริมด้วยอาหารที่มีจุลินทรีย์ดี (Probiotics & Prebiotics) เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันมากกว่า 70% อยู่ที่ลำไส้ เมื่อรวมกับการได้รับสารอาหารหลักอย่างคาร์โบไฮเดรต ไขมันดี วิตามิน แร่ธาตุ และน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ ร่างกายก็จะกลับมาสมบูรณ์พร้อมเป็นเกราะปกป้องคุณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่ในการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกาย ช่วยการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยกระบวนการทำลายเชื้อโรค อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสร้างพวกเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งแหล่งวิตามินซีในอาหารจะอยู่ในผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ส้ม มะขามป้อม กล้วยหอม คะน้า บรอกโคลี

โดยเฉพาะโครงสร้าง Beta-1,3/1,6-Glucan จากยีสต์และเห็ดที่มีฤทธิ์ทางยาได้แก่ เห็ดหลินจือ เห็ดชิตาเกะ เห็ดไมตาเกะ เห็ดแชมปิญอง ฯลฯ จัดเป็นสารปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ แมคโครฟาจ และ NK-cell เพื่อปลุกให้เซลล์ตื่นตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม พร้อมทั้งกระตุ้นการหลั่งไซโตไคน์เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ ช่วยปรับสมดุลลดการอักเสบเรื้อรัง

เนื่องจากโครงสร้างและโมเลกุลในระบบภูมิคุ้มกันเกือบทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นจากโปรตีนและกรดอะมิโน เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ กรดอะมิโนจะถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างและเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวทุกชนิด
โดยเฉพาะในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ต้องการ “โปรตีน” สูงกว่าคนปกติเพื่อนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอจากอาการเจ็บป่วย หากร่างกายเผชิญภาวะขาดโปรตีน ร่างกายจะสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อ ส่งผลให้ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวและระดับแอนติบอดีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย และฟื้นตัวจากอาการป่วยได้ช้าลง

จุลินทรีย์ขนาดเล็กที่มีประโยชน์ ช่วยต่อสู้กับจุลินทรีย์ก่อโรคในลำไส้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โพรไบโอติกส์ช่วยรักษาความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งเสริมการสร้างความแข็งแรงของผนังลำไส้ ไม่ให้สารพิษหรือเชื้อโรคหลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด
ทำหน้าที่เป็นปัจจัยร่วม (Co-factor) ของเอนไซม์และโปรตีนควบคุมยีนในเซลล์ภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยในการสร้าง การเจริญเติบโต และการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ เช่น T-Cells, B-Cells และ Natural Killer (NK) Cells ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการจับกินสิ่งแปลกปลอม (Phagocytosis) ของเซลล์ Macrophages และ Neutrophils นอกจากนี้ สังกะสียังช่วยยับยั้งการทำงานของ NF-$\kappa$B ซึ่งช่วยลดการหลั่งสารก่อการอักเสบ และรักษาความแข็งแรงของเยื่อบุผิวทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด
ช่วยปรับสมดุลการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน (Immunomodulation) ด้วยการส่งเสริมการทำงานของ Regulatory T-Cells เพื่อลดการอักเสบที่รุนแรง

กรดไขมันโอเมก้า-3 (EPA และ DHA) ช่วยลดการอักเสบเรื้อรังในระดับเซลล์ โดยการยับยั้งการสร้างสารก่อการอักเสบ และช่วยปรับสมดุลเยื่อหุ้มเซลล์ภูมิคุ้มกันให้ทำงานและส่งสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อแนะนำ: สำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง (เช่น กำลังรับเคมีบำบัด หรือฉายรังสี) ต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนทานอาหารเสริมทุกชนิด เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นบางชนิดอาจไปลดประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัด หรืออาหารเสริมบางประเภทอาจส่งผลต่อการทำงานของตับและไตในช่วงที่ร่างกายกำลังอ่อนแอ
ที่มา:
เกี่ยวกับเรา
นานาสาระ