การรักษามะเร็ง จะต้องดูถึงชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค และสภาพของผู้ป่วยขณะนั้น ๆ และในมะเร็งบางชนิด จำเป็นต้องใช้การรักษาหลาย ๆ วิธีร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลของการรักษาที่ดีที่สุด โดยในประเทศไทยเราจะมี 6 วิธีหลัก ได้แก่

การรักษามะเร็ง
เพื่อเอาเซลล์มะเร็งออกจากร่างกาย สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น (Stage 1-2) ที่ยังไม่แพร่กระจาย เช่น ผ่าตัดส่องกล้อง การผ่าตัดโดยใช้ความเย็น การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ การผ่าตัดด้วยคลื่นวิทยุ การผ่าตัดโดยใช้ความร้อน เป็นต้น
ราคาตลอดคอร์สการรักษาโดยประมาณ
30,000 - 600,000.-

การรักษามะเร็ง
การใช้รังสีไปทำลายเซลล์มะเร็ง หรือ ทำให้ขนาดของก้อนเนื้องอกลดลง แบ่งได้ 2 กลุ่มคือ การฉายแสงหรือฉายรังสี โดยเป็นการรักษาจากภายนอกไปยังอวัยวะของร่างกายที่เป็นมะเร็ง และ การฝังแร่ หรือกินยาที่เป็นสารกัมมันตรังสีเข้าไป เพื่อปล่อยกัมมันตรังสีไปทำลายเซลล์มะเร็งที่อวัยวะเป้าหมาย การใช้รังสีรักษาอย่างเดียวในโรคมะเร็งบางชนิด สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น มะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นต้น
ราคาตลอดคอร์สการรักษาโดยประมาณ
50,000 - 450,000.-

การรักษามะเร็ง
การให้ยาเพื่อทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบยาฉีด ยารับประทาน ออกฤทธิ์ครอบคลุมทั่วร่างกาย นอกจากจะมีผลกับเซลล์มะเร็งแล้ว ยังมีความเป็นพิษต่อเซลล์ปกติในร่างกายด้วย ซึ่งส่งผลทำให้เกิด ผลข้างเคียงจากเคมีบำบัด ไม่ว่าจะเป็น คลื่นไส้, อาเจียน, ผมร่วง, มีแผลในปาก, เบื่ออาหาร, ภูมิคุ้มกันตก, เหนื่อยง่าย, นอนไม่หลับ, ปลายประสาทอักเสบ, ท้องผูก, ท้องเสีย และเกิดอาการติดเชื้อได้ง่าย ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
*คีโมน้ำแดง และ คีโมน้ำขาว คือชื่อเรียกยาเคมีบำบัดตามลักษณะสีของตัวยา ซึ่งมีคุณสมบัติและการใช้งานต่างกัน
ราคาตลอดคอร์สการรักษาโดยประมาณ
80,000 - 1,200,000.-

การรักษามะเร็ง
การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงมากเพื่อล้างเซลล์มะเร็ง แล้วทดแทนด้วยสเต็มเซลล์ใหม่เพื่อสร้างระบบเลือดและภูมิคุ้มกัน แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ การใช้เซลล์ต้นกําเนิดเม็ดเลือดของตนเองหรือญาติ (auto-HSCT) และการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดของผู้บริจาค (allo-HSCT) แหล่งที่มาของ Stem cell ได้แก่ ไขกระดูก กระแสเลือด และเลือดจากสายสะดือหรือรก เป็นการรักษาที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่สุด เนื่องจากต้องได้รับยาเคมีบำบัดขนาดสูงและยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อกําจัดเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ให้มากที่สุดและเปิดช่องว่างให้ Stem cell ใหม่เจริญเติบโต มีโอกาสรักษาหายขาดในมะเร็งระบบเลือด
ราคาตลอดคอร์สการรักษาโดยประมาณ
300,000 - 2,500,000.-

การรักษามะเร็ง
เป็นการให้ยาเข้าไปจัดการเซลล์มะเร็งเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง สามารถใช้ได้แค่กับมะเร็งบางชนิด และไม่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้ทุกคน การรักษานี้เป็นเทคโนโลยีจากการศึกษาลักษณะเฉพาะของเซลล์มะเร็ง และทำการค้นคว้า พัฒนายาที่ตรงกับเซลล์นั้นมากที่สุด เพื่อไปยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณของเซลล์มะเร็ง ซึ่งกระบวนการส่งสัญญาณนี้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เซลล์มะเร็งมีการเจริญเติบโตและแพร่กระจาย
ราคาตลอดคอร์สการรักษาโดยประมาณ
600,000 - 4,500,000.-

การรักษามะเร็ง
เป็นการรักษาโดยการสร้างความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้สามารถเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้ โดยไปยับยั้งกระบวนการป้องกันตัวของเซลล์มะเร็ง พร้อมกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถกําจัดเซลล์มะเร็งผ่านกระบวนการปกติ โดยเซลล์ที่มีหน้าที่สำคัญนี้คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการจดจําและแยกแยะเซลล์ที่ผิดปกติ มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบกิน แบบฉีดเข้าสู่หลอดเลือดดําและแบบใช้ภายนอก ได้ประสิทธิภาพสูง สามารถควบคุมโรคได้ยาวนานแม้ในระยะแพร่กระจาย
ราคาตลอดคอร์สการรักษาโดยประมาณ
2,000,000 - 10,00,000.-
*ตลอดจบคอร์สการรักษา ของทั้ง 6 วิธี (คำนวณจากระยะเวลาและจำนวนครั้งการรักษามาตรฐานต่อเนื่อง 1–2 ปี)
**ราคาโดยประมาณทั้งของรพ.รัฐและเอกชน
และการรักษาที่ผู้ป่วยต้องเจอเป็นส่วนใหญ่ คือ “เคมีบำบัด (คีโม)” เพราะมักทำร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น ยามุ่งเป้า หรือรังสีรักษา ซึ่งเป็นวิธีที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับร่างกายได้มากที่สุด
การเตรียมความพร้อมทั้งก่อนและหลังการรักษาเคมีบำบัดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านสุขภาพ และด้านจิตใจ โดยการเตรียมความพร้อมอาจหมายถึง การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่, การพักผ่อนให้เพียงพอ, ลดความวิตกกังวลลง รวมทั้งการเสริมเกราะป้องกันให้ร่างกาย เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ยาวนานมากขึ้นอย่างมีความสุข
สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ความต้องการอาหารจะแตกต่างจากคนปกติทั่วไป จำเป็นต้องได้รับสารอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ เพื่อซ่อมแซมเซลล์ปกติที่เสียไปในระหว่างการรักษา และช่วยให้ร่างกายสามารถทนต่อการรักษาได้ดีกว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะขาดสารอาหาร(ทุพโภชนาการ) เพราะฉะนั้นผู้ป่วย ควรพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในระหว่างการรักษาจะดีที่สุด เพื่อให้ผลลัพธ์ของการรักษาออกมาดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด
*กรณีที่ผู้ป่วย ไม่ได้ขับถ่ายนานเกินกว่าเวลาที่ขับถ่ายปกติ แพทย์อาจจ่ายเป็นยาระบายหรือยาสวนอุจจาระ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายผู้ป่วยด้วย ถ้ามีอาการเม็ดเลือดขาวต่ำหรือเกล็ดเลือดต่ำ แพทย์อาจจ่ายเป็นยาแบบอื่นให้แทน
*อาการข้างเคียงที่เกิดจากการได้ยาเคมีบำบัดอาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยหรือไม่ก็ได้
ที่มา: คู่มือการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
ที่มา:
มัสยา สำเนียงงาม และธนัสนี เพียรตระกูล (2561). ระบบสนับสนุนการเลือกยาสำหรับการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าตามเส้นทางการส่งสัญญาณของเซลล์. วารสารวิทยาการสารสนเทศและเทคโนโลยีประยุกต์, ปีที่ 1 (1), 39-55. สืบค้นจาก https://doi.nrct.go.th/admin/doc/doc_587610.pdf
ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ สภาเภสัชกรรม https://ccpe.pharmacycouncil.org/
พญ. เอื้อมแข สุขประเสริฐ. (2011). CANCER THERAPY. Workshop and Traineeship for Oncology Pharmacy Practitioners 2011. การประชุมเชิงปฏิบัติการ, (น. 25-39)
ทักษิณ จันทร์สิงห์ (2562). ความรู้ทั่วไปสำหรับเภสัชกรเกี่ยวกับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในเด็ก. วารสารเภสัชกรรมไทย, ปีที่ 11 (เล่มที่ 1), 194-214. สืบค้นจาก tjpp.pharmacy.psu.ac.th
คู่มือการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
เกี่ยวกับเรา
นานาสาระ